ลุ่มน้ำพุ ตำบลโป่ง อำเภอด้านซ้าย จังหวัดเลย กับความท้าทายในอนาคต

ตำบลโป่ง อำเภอด้านซ้าย จังหวัดเลย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ รองลงมา สปก.4-01 และ นส.3 พื้นที่ถือครองของตำบลโป่งที่สำคัญ ได้แก่ – พื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 37,500 ไร่ – พื้นที่ป่าประมาณ 37,500 ไร่ – พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยประมาณ 18,750 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พืชหลักที่นิยมปลูก คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รองลงมาคือมะขามหวาน

ความสำคัญของพื้นที่ตำบลโป่ง คือตั้งอยู่ในลุ่มน้ำพุงตอนบน ซึ่งมีลักษณะเป็นลุ่มน้ำแบบสี่เหลี่ยม มีขนาดของพื้นที่ 204.68 ตารางกิโลเมตร มีความลาดชันเฉลี่ย 32.36 ม./กม. ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำพุง เป็นภูเขาหินทรายและหินปูน แม่จะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่กลับพบว่าสภาพป่าเสื่อมโทรมไปมาก

ต้นน้ำพุงมีมีพื้นที่ต้นน้ำตั้งอยู่ในเขต ตำบลโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่ระบบการไหลของน้ำจะไหลลงที่ราบลุ่มในเขต อำเภอหล่มเก่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งแม่น้ำพุงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก บ้านป่าละมุด ต.หนองไขว่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ รวมระยะทางของลุ่มน้ำประมาณ 65 กิโลเมตร

เกษตรกรกลับจากเก็บข้าวโพดและข้าวไร่ที่ปลูกไว้สำหรับกินภายในครอบครัว
เกษตรกรกลับจากเก็บข้าวโพดและข้าวไร่ที่ปลูกไว้สำหรับกินภายในครอบครัว

 

ประเด็นปัญหาที่พบในพื้นที่ลุ่มน้ำพุง มีดังนี้
1.ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศป่าต้นน้ำ
2.ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการวางแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ
3. การทำการเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศในพืนที่ ก่อให้เกิดภาระหนี้สินของเกษตรกร

4. การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง ดินถล่ม
5. ชุมชน องค์กรชุมชน และท้องถิ่นขาดการพัฒนาทักษะและความรู้ในการเกษตรและการจัดการทรัพยากรธรมชาติอย่างมีส่วนร่วม

 

ตะกอนดินจากพื้นที่สูงที่ไหลลงมากับน้ำและสงมาสะสมในพื้นที่ทุกปี
ตะกอนดินจากพื้นที่สูงที่ไหลลงมากับน้ำและสงมาสะสมในพื้นที่ทุกปี
หลุมยุบที่เกิดจากน้ำไหลลงมาสะสมร่วมกัน
หลุมยุบที่เกิดจากน้ำไหลลงมาสะสมร่วมกัน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทางแกนนำชุมชนหลายคนได้เริ่มเห็นความจำเป็นและความสำคัญของการปรับตัวเองภายหลังต้องเผชิญกับภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2550 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แกนนำที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการพัฒนาระบบป้องกันและบรรเทาภัย วันนี้แกนนำหลายคนเริ่มปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากข้าวโพดเป็นการผลิตที่ฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกับการเพาะปลูก หลายคนอยากจะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากข้าวโพดเป็นพืชชนิดอื่นแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่าง ยิ่งสถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศเริ่มส่งผลให้เห็นชัดมากขึ้นในช่วง 5-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตกรหลายครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นปลูกยางพารา กล้วยหอม และอื่นๆ เพิ่มขึ้น แต่นี้เป็นเพียงปรับเปลี่ยนชนิดของพืชที่ให้ผลตอบแทานทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ไม่มีการวางแผนการปรับเปลี่ยนและปรับตัวอย่างเป็นระบบ

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนเพื่อปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (มพย.) ร่วมมือระหว่างสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและกระบวนการประชาธิปไตยต่อการจัดทำแผนรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป จังได้ร่วมทำงานกับสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ (สอพ.) เพื่อทำการศึกษาความเปราะบาง ความเสี่ยง และศักยภาพของพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นแผนระดับชุมชนและตำบลในการรุกรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไปในอนาคต

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *