หลักคิดสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)

ภายใต้กรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลทางตรงหรือทางอ้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้องค์ประกอบของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากความผันแปรที่เป็นไปตามธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน” สอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งได้มีการจัดทำรายงานการประเมินข้อมูล (Assessment Report)ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทุกๆ 5 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ที่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าโลกที่ร้อนขึ้นอย่าต่อเนื่องหลังจากที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา เน้นย้ำสาเหตุของโลกร้อนเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์[1] หลักฐานสำคัญ จากการเก็บข้อมูลของประเทศไทยในรอบ 55 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2498 – 2552) อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีทั้งประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.96 องศาเซสเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ 0.69 องศาเซสเซียส[2]

ผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดความรุนแรงและความถี่ของภัยพิบัติที่มากขึ้นตามมา เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุที่รุนแรง ความแห้งแล้ง ที่สร้างความเสียหายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่มากขึ้นแล้ว

[1] คณะทำงานกลุ่มที่1 องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 1,2011

[2] Climate@risk ความเสี่ยงโลกร้อนกับอนาคตประเทศไทย, 2557

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

IPCC ได้ให้คำจำกัดความของการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงอยู่และดำเนินกิจกรรมหรือวิถีชีวิตต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยแนวทางหรือวิธีการที่จะลดภาวะเปราะบางของระบบหรือภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนสังคมมนุษย์ต่อผลกระทบและผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวทางการปรับตัวสามารถทำได้โดยการลดทอนภาวะเปราะบาง (Vulnerability) การลดการเปิดรับ (Exposure) การลดความอ่อนไหว/ความไว (Sensitivity) จากผลกระทบหรือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ (Adaptive Capacity) หรือดำเนินการทางเลือกทั้งหมดควบคู่กันไป โดยที่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ สามารถพิจารณาในเชิงระบบ/ภาคส่วน หรือพิจารณาในเชิงพื้นที่ในเงื่อนไขเวลาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นกับระบบการตัดสินใจซึ่งมีบริบทและเป้าหมายในการดำเนินการต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญของช่วงเวลาที่ต่างกัน

สำหรับการดำเนินงานด้านการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย นับเป็นมาตรการที่สำคัญในการอยู่ร่วมกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารจัดการและรับมือกับความเสี่ยงจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นคงเข้มแข็ง (Resilience) และเป็นสังคมที่ทนทาน (Robustness) ต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่างไรก็ตาม การตั้งรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่เพียงพอต่อการลดผลกระทบจากปัจจัยทางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Physical effect) และผลกระทบจากนโยบาย มาตรการและพันธกรณีต่างๆ (Regulation effect) เพื่อลดผลกระทบหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โครงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลฯ จึงได้พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการดำเนินงานในเชิง “รุก รับ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ภายใต้บริบทของประเทศไทย

 

แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP)

ประเทศไทยมีนโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศ ได้แก่ ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 แผนการขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี พ.ศ.2558 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 และในระดับกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ แผนแม่บทของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2556-2559 แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 และอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่สอดรับกับแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่ได้ผลกระทบ 6 ภาคหลัก คือ

  1. ภาคทรัพยากรน้ำ: การจัดการน้ำ อุทกภัย และภัยแล้ง
  2. ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
  3. ภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
  4. ภาคสาธารณสุข
  5. ภาคการท่องเที่ยว
  6. ภาคการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ดังนั้น ช่วงเวลาของการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงนับเป็นช่วงจังหวะสำคัญในการวางกรอบ แผนการปรับตัวระดับชาติให้ความสำคัญถึงบริบทและปัญหาเฉพาะของพื้นที่จะช่วยให้หน่วยงานทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ สามารถใช้เป็นกรอบหรือแนวทางในการวางแผนปฏิบัติการในสาขา/พื้นที่ของที่มีลักษณะเฉพาะได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งช่วยให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล มีความต่อเนื่องเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนทั้งในระดับภูมิภาคและนานาประเทศ และจะช่วยให้ประชาชนมีความพร้อมในการรับมือหรือปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ โครงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลฯ มุ่งหวังที่จะได้มีการเพิ่มเติมหลักการสำคัญที่นำไปสู่การบรรลุในการจัดทำแผนการปรับตัวที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย คือ การมีส่วนร่วมและโปร่งใสในการทำงาน ต้องใส่ใจทำงานกับกลุ่มคนและชุมชนชายขอบ ความเสมอภาคความเท่าเทียมระหว่างเพศ อยู่บนฐานระบบนิเวศ วิทยาศาสตร์และองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

 

ธรรมาภิบาลและกระบวนการประชาธิปไตยต่อการจัดทำแผนรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันกำหนดการจัดทำแผนและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นกระบวนการสำคัญตามหลักประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดแผนการปรับตัวที่ได้รับการยอมรับหรือฉันทามติจากทุกภาคส่วน สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน รวมทั้งกลุ่มคนเปราะบาง/กลุ่มคนชายขอบในสังคม เช่น ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ ผู้หญิง คนชรา และเด็ก

โครงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลฯ จะผลักดันให้เกิดกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของรัฐ เปิดพื้นที่เพื่อสร้างการเรียนรู้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การนำความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจกำหนดแนวทางหรือนโยบายสาธารณะที่ภาครัฐจะดำเนินการเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด และมีผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุดในการจัดทำแผนการรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในท้ายที่สุด ยังรวมถึงการตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยภาคประชาชน (People’s Audit) เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการและการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐในกระบวนการจัดทำแผนการรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

 

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals :SDGs)

เนื่องด้วย เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่สำคัญในระดับโลก โดยสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาใน 5 มิติ (People, Prosperity, Planet, Peace และ Partnership) ครอบคลุม  17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ และกว่า 230  ตัวชี้วัด ประเทศไทยเองได้รับรองร่างเอกสารผลการประชุมระดับผู้นำของสหประชาชาติ เพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 เมื่อเดือนกันยายน 2558 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นพันธะทางการเมืองที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า

สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ แม้จะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ตั้งแต่ 18 กันยายน 2554  เพื่อสอดรับกับการประชุมว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) แต่การดำเนินงานได้ชะลอลงเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ จนภายหลังได้มีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  และคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการระดับปลัดกระทรวง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนา  ในการนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการใน 3 คณะ คือ 1. คณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. คณะอนุกรรมการส่งเสริมความเข้าใจและประเมินผลการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

โจทย์การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการหาแนวทางไปสู่เป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ การจัดลำดับความสำคัญของเป้าประสงค์และการพัฒนาตัวชี้วัดที่เหมาะสมของประเทศ จนนำไปสู่การขับเคลื่อนเส้นทางการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งมีกลไกการติดตามที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง